
เตรียมเปิดตัว All-New Pajero ที่ญี่ปุ่นในวันที่ 29 ตุลาคม 2026 สร้างความฮือฮาให้สายออฟโรดทั่วโลก (หมายเหตุ: นี่คือตำนาน Pajero รุ่นใหญ่ ไม่ใช่ Pajero Sport ที่อิงพื้นฐานกระบะ)

หลังจากห่างหายจากวงการไปถึง 7 ปีเต็ม ตำนานออฟโรดระดับเรือธงอย่าง “Mitsubishi Pajero” (ย้ำว่านี่คือ Pajero รุ่นใหญ่ ไม่ใช่ Pajero Sport) กำลังจะกลับมาทวงบัลลังก์อย่างยิ่งใหญ่ ข่าวลือเรื่องการเตรียมเปิดตัวที่ญี่ปุ่นในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2026 นั้น “เป็นความจริงและมีความเป็นไปได้”

ทำไม All-New Pajero ถึงเหนือชั้นกว่าตลาดกระบะและ PPV ดัดแปลงทั่วไปในไทยครับ
- พรีเมียมออฟโรดตัวจริง: หากเปิดตัวในราคาเริ่มต้นราว 1.32 ล้านบาทที่ญี่ปุ่น รถรุ่นนี้จะเข้ามาท้าชนกับ Toyota Land Cruiser Prado / 250 Series โดยตรง
- เทคโนโลยี 4WD ที่โลกยอมรับ: คาดการณ์ว่า Pajero ใหม่จะมาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD เจเนอเรชันล่าสุดที่ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้า (อาจเป็นขุมพลัง PHEV แบบเดียวกับ Outlander) ซึ่งจะมอบแรงบิดมหาศาลและการลุยเส้นทางวิบากที่นุ่มนวลขึ้น
- โอกาสเข้าไทย: แม้เวอร์ชัน JDM อาจจะนำเข้ามาทำตลาดในไทยได้ยากด้วยกำแพงภาษีนำเข้าที่ทำให้ราคาทะลุ 3-4 ล้านบาท แต่นี่คือการส่งสัญญาณว่า Mitsubishi กำลังเอาจริงกับการฟื้นฟูแบรนด์รถลุยระดับไอคอนิกให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

1. ความเป็นไปได้ และไทม์ไลน์การเปิดตัว (Japan vs Thailand)
All-New Mitsubishi Pajero เจเนอเรชันที่ 5 ถูกเผยโฉมระดับโลกไปเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2026 และมีไทม์ไลน์การทำตลาดที่ชัดเจน เริ่มต้นจากการเปิดตัวที่ประเทศญี่ปุ่น พร้อมเปิดรับจองไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2026 และเตรียมประกาศราคาอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 ตุลาคม 2026 โดยมี 4 รุ่นย่อย (GLS, GSR, EXCEED, SUPER EXCEED) คาดการณ์ราคาเริ่มที่ 6.19 – 7.95 ล้านเยน (ประมาณ 1.32 – 1.69 ล้านบาท)
แล้วจะเข้าไทยรึป่าวนะ?
ประเทศไทย (ประเทศแรกในโลกที่ได้ใช้): เนื่องจากรถรุ่นนี้ผลิตที่โรงงานแหลมฉบัง ประเทศไทยจึงได้สิทธิ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการก่อนใครในวันที่ 19 ตุลาคม 2026 คาดการณ์ราคาในไทยจะดุเดือดมาก โดยอยู่ในช่วง 1.6x – 1.9x ล้านบาท เพื่อท้าชน Ford Everest Platinum และ Toyota Fortuner GR Sport

2. ความโดดเด่นเมื่อเทียบกับ “ตลาดกระบะ” และ PPV ในไทย
แม้ All-New Pajero จะใช้โครงสร้างตัวถังแบบ Body-on-Frame (Ladder Frame) ที่พัฒนาต่อยอดมาจากกระบะ Triton แต่มันถูกยกระดับวิศวกรรมใหม่ทั้งหมดจนหลุดพ้นจากความเป็น “รถกระบะดัดแปลง” ด้วยจุดเด่นมี่เหมือนกับการขยายร่าง Land Cruiser มิติตัวถังยาว 4,920 มม. กว้าง 1,925 มม. และสูง 1,900 มม. ซึ่งเป็นขนาดตัวถังระดับ Full-Size SUV ที่ใหญ่โตโอ่อ่าสูสีกับ Toyota Land Cruiser 250 เลยทีเดียว
All-New Pajero ออกแบบให้ช่วงล่าง และแชสซีส์ที่แข็งแกร่งขึ้นเพื่อรองรับการใช้งานของห้องโดยสารที่ใหญ่โต พร้อมการเพิ่มคานแนวขวาง ปรับขนาดคาน และออกแบบจุดยึดตัวถังใหม่ ใช้เหล็ก High Tensile ถึง 50% เพื่อลดแรงสั่นสะเทือนแบบรถกระบะ ซับเสียงรบกวน และให้ความนุ่มนวลสไตล์ SUV เรือธงอย่างแท้จริง
All-New Pajero มากับขุมพลังจูนพิเศษ ทิ้งห่างสมรรถนะแบบกระบะ ด้วยการใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2.4 เทอร์โบ VGT พละกำลัง 204 แรงม้า แรงบิด 480 นิวตัน-เมตร แม้จะใช้บล็อกเดียวกับ Triton แต่มีการเปลี่ยนเทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์น้ำ และจูนระบบหมุนเวียนไอเสีย (EGR) ใหม่ทั้งหมด จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะลูกใหม่ (กระบะ Triton ใช้ 6 จังหวะ) ทำให้การส่งกำลังนุ่มนวลและต่อเนื่องกว่ามาก

3. อาวุธหนักสายออฟโรด: Super Select 4WD-II & S-AWC
สิ่งที่ทำให้ Pajero เป็นตำนานเหนือรถกระบะคือระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ S-AWC (Super All Wheel Control) ทำงานร่วมกับ Super Select 4WD-II พร้อมระบบขับเคลื่อนที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมด 4H (Full-Time 4WD) ขับขี่ 4 ล้อบนถนนดำความเร็วสูงได้อย่างปลอดภัย นอกจากระบบกันขับเคลื่อนหลักที่เลือกได้ยังมาพร้อม Drive Mode 7 รูปแบบ (Eco, Normal, Gravel, Snow, Mud, Sand, Rock)
ไฮไลต์ของรุ่นนี้ คือระบบกล้องรอบคัน 360 องศา ที่มีฟังก์ชัน “Transparent Chassis” (มองทะลุใต้ท้องรถ) จำลองภาพพื้นถนนและสิ่งกีดขวางใต้ท้องรถด้านหน้าขณะขับออฟโรด ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับท็อปที่หาไม่ได้ในรถกระบะทั่วไปสำหรับสายลุยป่าเขาแบบไม่ต้องห่วงเรื่องจุดบอด

4. ความหรูหราที่กระบะให้ไม่ได้
แน่นอน PPV คืออีกขั้นของความสำเร็จของผู้ใช้งานเรื่องห้องโดยสารจะมาทำแบบขอไปทีไม่ได้ ภายในห้องโดยสารแบบ 7 ที่นั่ง ถูกยกระดับความพรีเมียมขั้นสุดด้วยเบาะหนังแท้ Semi-Aniline แบบเจาะรูระบายอากาศ (Ventilation Seat) และจัดเต็มสุนทรียภาพด้วยระบบเสียงรอบทิศทาง YAMAHA Dynamic Sound Ultimate พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง ทำให้ลืมภาพจำของรถที่สร้างจากแชสซีกระบะไปได้เลย