
หาก Nissan Skyline R34 คือก็อดซิลล่า คู่ปรับตลอดกาลที่ตีคู่กันมาในยุค 90s ย่อมหนีไม่พ้น Toyota Supra (A80 / Mk4) รถสปอร์ตทรงเสน่ห์ที่โด่งดังเป็นพลุแตกจากภาพยนตร์ Fast & Furious และมาพร้อมเครื่องยนต์ 2JZ ที่นักซิ่งทั่วโลกยกย่องให้เป็น “เครื่องยนต์ระดับพระเจ้า” แต่เบื้องหลังความสำเร็จของรถคันนี้ มีความลับทางวิศวกรรมที่ Toyota ซ่อนไว้และหลายคนอาจยังไม่เคยรู้!

1. เครื่องยนต์ 2JZ ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรถสปอร์ตตั้งแต่แรก! คนส่วนใหญ่คิดว่า Toyota ตั้งใจสร้างเครื่อง 2JZ-GTE มาเพื่อ Supra โดยเฉพาะ แต่ความจริงแล้ว เครื่องยนต์บล็อกเหล็กหล่อสุดถึกทนนี้ ถูกพัฒนาขึ้นมาครั้งแรกเพื่อใส่ใน Toyota Aristo (หรือ Lexus GS) ซึ่งเป็นรถซีดานหรูสี่ประตู! เป้าหมายตอนนั้นคือการทำเครื่องยนต์ที่นุ่มนวล ทนทาน และมีกำลังเหลือเฟือสำหรับลากตัวถังหนักๆ วิศวกรจึงเผื่อความเหนียวของชิ้นส่วนภายในไว้มหาศาล (Over-engineered) และนั่นกลายเป็นความบังเอิญที่ทำให้ชาวแก๊งรถซิ่งสามารถนำมันมาจูนทะลุ 1,000 แรงม้าได้สบายๆ โดยไม่ต้องเปลี่ยนไส้ใน!
ขุมพลัง 2JZ-GTE คือเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง ขนาด 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ระดับตำนานที่วางอยู่ใน Toyota Supra Mk4 (A80) ช่วงปี 1993–2002 ขึ้นชื่อเรื่องความถึกทนระดับ Over-engineered ที่สามารถรองรับแรงม้าได้สูงโดยไม่ต้องเปลี่ยนไส้ในท่อนล่าง
ข้อมูลทางเทคนิคพื้นฐาน (Technical Specifications)
| หัวข้อ | สเปกเครื่องยนต์ 2JZ-GTE บน Supra Mk4 |
| รูปแบบเครื่องยนต์ | 6 สูบเรียง DOHC 24 วาล์ว (Inline-6) |
| ความจุกระบอกสูบ | 2,997 ซีซี (3.0 ลิตร) |
| ขนาดกระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก | 86.0 มม. x 86.0 มม. (Square Engine) |
| อัตราส่วนกำลังอัด | 8.5:1 |
| ระบบอัดอากาศ | เทอร์โบคู่แบบเรียงลำดับ (Sequential Twin-Turbo) |
| แรงม้าสูงสุด (สเปกญี่ปุ่น – JDM) | 280 แรงม้า (PS) @ 5,600 รอบ/นาที (ติดข้อตกลงพันธมิตรผู้ผลิต) |
| แรงม้าสูงสุด (สเปกส่งออก – USDM) | 320 แรงม้า (hp) @ 5,600 รอบ/นาที |
| แรงบิดสูงสุด | 431 – 451 นิวตัน-เมตร @ 4,000 รอบ/นาที |
| ระบบส่งกำลัง | เกียร์ธรรมดา 6 สปีด Getrag V160 / V161 และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด A340E |
จุดเด่นทางวิศวกรรมที่ทำให้ 2JZ-GTE กลายเป็นตำนาน
-
เสื้อสูบเหล็กหล่อ (Cast Iron Block): เสื้อสูบผลิตจากเหล็กหล่อที่มีความหนาแน่นและแข็งแกร่งมหาศาล ทนทานต่อแรงบิดและอุณหภูมิสูงจากการอัดบูสต์เทอร์โบหนักๆ ได้ดีกว่าเสื้อสูบอะลูมิเนียมทั่วไป
-
ระบบเทอร์โบคู่ Sequential Twin-Turbo: ใช้เทอร์โบ 2 ลูกทำงานต่อกัน โดยลูกแรกจะทำงานในรอบต่ำถึงกลางเพื่อลดอาการรอรอบ (Turbo Lag) และลูกที่สองจะเข้ามาช่วยอัดอากาศร่วมกันในรอบสูงเกิน 4,000 รอบ/นาที
-
ชิ้นส่วนท่อนล่างระดับแข่ง: ข้อเหวี่ยงเหล็กเหนียวหลอม (Forged Steel Crankshaft) และก้านสูบในรุ่นยุคแรก (ปี 1993–1996) มีความหนามาก ทำให้เครื่องเดิมๆ สามารถทนทานการเปลี่ยนชุดเทอร์โบเดี่ยว (Single Turbo) ทำแรงม้าแตะระดับ 700–800 แรงม้าได้สบายโดยไม่ต้องรื้อท่อนล่าง
-
ฝาสูบไหลลื่นโดยระบบ YAMAHA: ฝาสูบอะลูมิเนียมได้รับการร่วมมือออกแบบพอร์ตไอดี-ไอเสียโดย Yamaha ช่วยให้การไหลเวียนของไอดีเข้าสู่ห้องเผาไหม้ทำได้อย่างสะดวก
-
การอัปเกรด VVT-i (ปี 1997 เป็นต้นไป): ในช่วงปลายของไลน์การผลิตสเปกญี่ปุ่น ได้รับการติดตั้งระบบวาล์วแปรผัน VVT-i ที่ฝั่งไอดี ช่วยเพิ่มแรงบิดในรอบต่ำ-กลาง ให้ตอบสนองคันเร่งได้ต่อเนื่องยิ่งขึ้น

2. ระบบเบรกที่หยุดโลกได้ จนปอร์เช่ยังต้องยอมแพ้ ทุกคนมักพูดถึงแต่อัตราเร่งของ Supra แต่อาวุธลับที่แท้จริงของมันคือ “ระบบเบรก” Toyota ได้พัฒนาระบบเบรกที่ได้แรงบันดาลใจจากรถแข่ง Formula 1 มาใช้ในรุ่น Supra Turbo ผลลัพธ์คือ มันสร้างสถิติโลกในการเบรกจากความเร็ว 113 กม./ชม. จนหยุดนิ่ง (70-0 mph) ได้ในระยะทางเพียง 45 เมตร! สถิตินี้ถูกบันทึกไว้ในปี 1997 และไม่มีรถโปรดักชันคาร์คันไหนบนโลกทำลายสถิตินี้ได้ยาวนานถึง 7 ปีเต็ม จนกระทั่ง Porsche Carrera GT ซูเปอร์คาร์ราคาหลายสิบล้านโผล่มาทุบสถิติในปี 2004

3. พรมปูพื้นและเส้นใยกลวง… ความคลั่งไคล้ในการลดน้ำหนัก เพื่อให้รถมีสมรรถนะเทียบเท่าซูเปอร์คาร์ยุโรป Toyota หมกมุ่นกับการลดน้ำหนัก Supra Mk4 อย่างบ้าคลั่ง พวกเขาไม่ได้แค่ใช้ฝากระโปรงอลูมิเนียม แต่ยังใช้ “เส้นใยพรมปูพื้นแบบกลวง (Hollow-carpet fibers)” ซึ่งเบากว่าพรมปกติ พวงมาลัยแมกนีเซียมอัลลอย ถังน้ำมันพลาสติก ไปจนถึงการเจาะรูสลักเกลียวต่างๆ ให้กลวงเพื่อรีดน้ำหนักออกให้ได้มากที่สุดทุกๆ กรัม!